จัดส่งฟรีเมื่อสั่ง ฿500+
พลังของนิสัย
กลับห้องสมุด

พลังของนิสัย

จิตวิทยา/พฤติกรรม15 ตอนฟรี
ตอนที่ 1/157%
ตอนที่ 1 — ชีวิตติดหล่มในออฟฟิศแอร์เย็น

ตอนที่ 1 — ชีวิตติดหล่มในออฟฟิศแอร์เย็น

กรวิชญ์ หรือที่เพื่อนร่วมงานเรียกติดปากว่า "กร" เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ที่บุด้วยหนังเทียมสีดำสนิท มือเรียวยาวของเขากำลังเลื่อนเมาส์ไปมาบนแผ่นรองเม้าส์ลายกราฟิกสุดเฉิ่ม ดวงตาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยบรรทัดโค้ดสีเขียวอ่อนสลับดำอันคุ้นเคย เสียงแป้นพิมพ์ของเพื่อนร่วมงานดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเครื่องจักรที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานสาดส่องลงมาอย่างเย็นชา ตัดกับแสงสีฟ้าอ่อนจากจอที่สะท้อนบนใบหน้าของกรที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งความเหนื่อยหน่ายปรากฏให้เห็น “เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังออกมาจากลำคอของกร เขาปัดผมสีดำที่ยาวเกินไปเล็กน้อยให้เข้าที่ พยายามเค้นสมาธิกลับไปที่หน้าจอ แต่ความคิดกลับล่องลอยไปไกล เขาอายุ 32 ปีแล้ว เป็นโปรแกรมเมอร์ที่หลายคนมองว่ามีอนาคตไกล มีทักษะที่ตลาดต้องการ มีเงินเดือนที่น่าพอใจ แต่ทำไมหัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่า เขาทำงานเดิมๆ แก้ปัญหาเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา วันๆ ก็มีแค่นี้ ตื่นเช้า กินข้าว ทำงาน กลับบ้าน กินข้าว ดูทีวี นอน แล้วก็วนกลับมาเหมือนเดิม “กร! ทำอะไรอยู่ครับ ยังไม่ส่งโค้ดส่วนที่ต้องแก้บั๊กให้ทีมเทสเหรอ?” เสียงทุ้มของหัวหน้าโปรเจ็กต์ดังขึ้นมาขัดจังหวะภวังค์ของกร เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงเรียบ “กำลังจะส่งครับพี่ พอดีติดปัญหานิดหน่อย” เขาโกหกเล็กน้อย จริงๆ แล้วเขาแค่หมดไฟที่จะแตะโค้ดอีกต่อไป “ติดปัญหาอะไร? ไหนบอกมาสิ เผื่อผมช่วยดูได้” หัวหน้าโปรเจ็กต์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของเขา ดวงตาคมกวาดมองหน้าจอด้วยความฉงน “อ๋อ… คือผมกำลังคิดว่าจะปรับปรุงวิธีการเขียนโค้ดส่วนนี้ให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้นน่ะครับ เลยขอเวลาอีกหน่อย” กรพยายามหาเหตุผลที่ดีที่สุดมาอธิบาย “ประสิทธิภาพมากขึ้น? กร… เรามีเดดไลน์นะ บางทีเราก็ต้องยอมรับว่างานมันก็เป็นแบบนี้แหละ ทำตามที่ได้รับมอบหมายไปก่อน แล้วค่อยไปปรับปรุงทีหลังก็ได้” หัวหน้าโปรเจ็กต์พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ แต่กรสัมผัสได้ถึงความผิดหวังเล็กๆ ในนั้น “ครับผม เข้าใจครับ” กรตอบรับอย่างจำใจ หลังจากหัวหน้าโปรเจ็กต์เดินจากไป กรก็กลับมาจ้องหน้าจออีกครั้ง บรรทัดโค้ดเหล่านั้นดูเหมือนจะเย้ยหยันเขา “ประสิทธิภาพมากขึ้น… นั่นแหละคือปัญหา” เขาพึมพำกับตัวเอง “ผมอยากทำอะไรให้มันดีกว่านี้จริงๆ นะ ไม่ใช่แค่ทำให้มันผ่านๆ ไป” ความคิดของเขาย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เขาเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เขามีความกระตือรือร้น มีไฟ มีความฝันที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคาดหวังของงาน ความเร่งรีบของเดดไลน์ และความจำเจของรูทีนประจำวัน ได้กัดกินเอาความหลงใหลนั้นไปทีละน้อย เขานึกถึงโปรเจ็กต์ล่าสุดที่เขาทำ มันประสบความสำเร็จ ได้รับคำชมจากลูกค้า แต่กรกลับรู้สึกเฉยๆ เหมือนเขาเป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ ไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของตัวเองอย่างแท้จริง เขาแค่อยากให้มันจบๆ ไป แล้วกลับไปพักผ่อน “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?” คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวของกรอีกครั้ง เขาพยายามค้นหาคำตอบในอินเทอร์เน็ต พิมพ์คำว่า "หมดไฟในการทำงาน" "เบื่อชีวิตตัวเอง" "วิธีหาแรงบันดาลใจ" ผลการค้นหาปรากฏขึ้นมากมาย แต่ไม่มีอันไหนที่ทำให้เขารู้สึกว่าใช่ เขาเริ่มรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่ฐานของเก้าอี้ เขาเหลือบมองไปรอบๆ ออฟฟิศ ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีใครแสดงท่าทีเบื่อหน่ายหรือสิ้นหวังเหมือนเขา หรือบางทีทุกคนก็เป็นเหมือนเขา แต่แค่เก็บซ่อนมันไว้ได้ดีกว่า “หรือเราควรจะเปลี่ยนงาน?” ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว แต่แล้วก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว “ถ้าเปลี่ยนไปแล้วมันก็เหมือนเดิมล่ะ? งานใหม่ก็คงมีความกดดัน ความซ้ำซากเหมือนกัน” กรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนดูโซเชียลมีเดียของเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวต่างประเทศ เปิดธุรกิจเล็กๆ หรือกำลังเรียนต่อต่างประเทศ ทุกคนดูเหมือนจะมีชีวิตที่น่าตื่นเต้นกว่าเขามาก “เรากำลังพลาดอะไรไปนะ?” เขาถามตัวเอง เขาหลับตาลง สูดหายใจลึกๆ พยายามจะสูดเอาอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสำเร็จและความสุขของคนอื่นเข้ามาให้เต็มปอด แต่สิ่งที่ได้กลับมีเพียงกลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางจากน้ำยาทำความสะอาดพื้นกับกลิ่นกาแฟที่อบอวลอยู่ในออฟฟิศ “นี่แหละชีวิต” เขาพึมพำออกมาเบาๆ “ชีวิตติดหล่ม” เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังติดอยู่ในวงกตที่ไม่มีทางออก ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่เขาแค่ไม่มีพลังที่จะเริ่มต้น เขาไม่อยากตื่นมาในตอนเช้า ไม่อยากมาทำงาน ไม่อยากเผชิญหน้ากับความซ้ำซากจำเจทุกวัน ความรู้สึกนี้มันกัดกินเขาอยู่ตลอดเวลา “บางที… ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่งาน หรือที่คนอื่น แต่อยู่ที่เราเอง” กรคิด เขาจำได้ว่าเคยมีคนพูดว่า “ถ้าคุณรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังทำร้ายคุณ ลองมองดูสิว่าคุณกำลังทำอะไรกับโลกใบนั้นอยู่” เขารู้ดีว่าการยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา คือก้าวแรกของการแก้ไข แต่การยอมรับมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อปัญหานั้นมันฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวัน เขาเป็นคนฉลาด มีความสามารถ แต่กลับปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความเบื่อหน่ายและความไร้จุดหมาย “คงต้องหาอะไรสักอย่างทำแล้วล่ะ” เขาตัดสินใจ แม้จะยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรก็ตาม เขาหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาจิบ พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้คนเดินสวนกันไปมาบนถนนเบื้องล่าง แต่ละคนก็ดูเหมือนจะมีเป้าหมาย มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน ตรงกันข้ามกับเขาที่รู้สึกเหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด กรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนปรากฏบนหน้าจอ “คุณได้รับคำเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์: 'ปลดล็อกศักยภาพ: เปลี่ยนชีวิตด้วยนิสัยที่ใช่’ ” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลิกเข้าไปดูรายละเอียด “ไม่น่าจะช่วยอะไรได้หรอก” เขาคิดในใจ แต่ก็ยังคงเลื่อนหน้าจอลงไปอ่านต่อ บทเรียนในตอนนี้: การตระหนักรู้และยอมรับว่าตนเองกำลังประสบปัญหา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง การยอมรับไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเปิดประตูสู่การค้นหาทางออก
ชอบเรื่องนี้? แชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
1 / 15