จัดส่งฟรีเมื่อสั่ง ฿500+
อิสรภาพทางการเงินใน 5 ปี
กลับห้องสมุด

อิสรภาพทางการเงินใน 5 ปี

การเงิน/ลงทุน15 ตอนฟรี
ตอนที่ 1/157%
ตอนที่ 1 — วันอันน่าเบื่อของพนักงานออฟฟิศ

ตอนที่ 1 — วันอันน่าเบื่อของพนักงานออฟฟิศ

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนถึงวันจันทร์อันแสนยาวนาน ณัฐลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า ร่างกายยังคงอ่อนเพลียจากการนอนไม่พอ แม้จะพยายามนอนให้เร็วขึ้นแค่ไหนก็ตาม แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านเข้ามาเป็นเส้นๆ แต่ในใจกลับมีแต่ความมืดมน เขามองไปยังกองเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะทำงานข้างเตียง แค่คิดถึงมันก็รู้สึกเหนื่อยล้าเสียแล้ว วันแล้ววันเล่าที่เขาต้องเผชิญกับกองงานเดิมๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์เดิมๆ และความรู้สึกเบื่อหน่ายที่กัดกินใจอย่างช้าๆ ณัฐทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งมา 7 ปีแล้ว เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขาเป็นคนตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง ไม่เคยมีปัญหากับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน แต่สิ่งที่เขาไม่เคยมีเลยคือความก้าวหน้า이ที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ตำแหน่งงานและรายได้ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแต่ละปีแทบจะมองไม่เห็น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวันกลับสวนทางกับรายได้ที่นิ่งสนิท เขามักจะใช้ชีวิตไปวันๆ จ่ายเงินเดือนชนเดือน บางเดือนก็ต้องรัดเข็มขัดกว่าปกติเพื่อประคองตัวเองให้ผ่านไปได้ ความฝันที่เคยมีเมื่อตอนเรียนจบว่าอยากจะซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือแม้แต่เก็บเงินดาวน์สักก้อนดูจะห่างไกลออกไปทุกที "อีกแล้วสินะ วันจันทร์" ณัฐพึมพำกับตัวเองขณะที่กำลังแปรงฟัน มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกที่ดูอิดโรย ดวงตาใต้ขอบตาคล้ำบ่งบอกถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ รอยยิ้มจางๆ ที่พยายามฝืนยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ เขาเคยพยายามแล้วนะ พยายามทำงานให้หนักขึ้น พยายามเสนอไอเดียใหม่ๆ พยายามเรียนรู้งานเพิ่มเติม แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนัก บางทีเขาก็คิดว่าตัวเองคงเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต ทำงานหนัก หาเงินมาใช้จ่ายไปวันๆ โดยไม่มีโอกาสได้สร้างอะไรที่มั่นคงกว่านี้ ขณะที่เขากำลังขับรถคู่ใจที่ผ่อนมาหลายปีไปยังที่ทำงาน การจราจรติดขัดบนท้องถนนยิ่งทำให้บรรยากาศของวันนั้นแย่ลงไปอีก วิทยุเปิดเพลงเศร้าๆ คลอเบาๆ เหมือนจะเข้ากับอารมณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี เขาเหลือบมองป้ายโฆษณาข้างทางที่แสดงภาพบ้านหรู รถสปอร์ต และทริปท่องเที่ยวสุดหรู มันเป็นภาพชีวิตที่เขาใฝ่ฝัน แต่ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริง "ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 5 ปี ชีวิตฉันจะเป็นยังไงนะ" คำถามนี้แวบเข้ามาในความคิดอย่างแผ่วเบา แต่ก็ทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจเขาหวั่นไหว เขาจินตนาการถึงตัวเองในวัย 35 ปี ที่ยังคงต้องเช่าห้องพักเล็กๆ อาศัยเงินเดือนเท่าเดิม อาจจะติดลบกว่าเดิมด้วยซ้ำหากมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกิดขึ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด เขาถอนหายใจยาวๆ พยายามไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป เมื่อมาถึงออฟฟิศ เขาก็เดินเข้าประจำที่ นั่งลงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่คุ้นเคย เปิดอีเมล ตรวจสอบงานที่ค้างอยู่ เพื่อนร่วมงานทักทายกันตามปกติ แต่ณัฐกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอก เขาพยายามจะรวบรวมสมาธิ แต่ความคิดก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องการเงินที่ติดขัด ความเบื่อหน่ายในงานประจำ และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่ดูมืดมน "นี่นายเป็นอะไรไป ดูซึมๆ นะ" เสียงทักทายของนุ่น เพื่อนร่วมงานที่โต๊ะข้างๆ ดังขึ้น ณัฐหันไปมองด้วยรอยยิ้มฝืนๆ "เปล่า ไม่มีอะไร แค่ง่วงๆ นิดหน่อย" เขาตอบปัดไป "เมื่อคืนนอนดึกเหรอ" นุ่นถามต่อด้วยความเป็นห่วง "ฉันว่านายต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างนะ ทำแต่งานก็ไม่ดีต่อสุขภาพ" "รู้แล้วล่ะ" ณัฐตอบเสียงเบา เขาพยายามจะหัวเราะ แต่ก็ทำได้ไม่เต็มเสียง เขารู้ดีว่าสิ่งที่นุ่นพูดนั้นถูก แต่การจะหาเวลาพักผ่อน หรือหาเงินไปเที่ยวพักผ่อนมันก็เป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน ช่วงพักกลางวัน ณัฐเลือกที่จะนั่งกินข้าวคนเดียวที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดโทรศัพท์เลื่อนดูโซเชียลมีเดีย ภาพเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวต่างประเทศ โพสต์รูปอาหารหรูๆ หรืออัปเดตความสำเร็จในชีวิตต่างๆ ยิ่งดูเขาก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก มันเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าเขากำลังใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิงในทิศทางที่แย่กว่า "ทำไมชีวิตเรามันถึงได้วนลูปแบบนี้อยู่ตลอดเวลากันนะ" เขาคิดในใจ เขาไม่ใช่คนไม่เก่ง ไม่ใช่คนไม่ขยัน แล้วทำไมผลลัพธ์ที่ได้มันถึงได้สวนทางกับความพยายามขนาดนี้ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นผู้คนมากมายที่กำลังใช้ชีวิตของตัวเอง บางคนดูมีความสุข บางคนดูเร่งรีบ แต่ทุกคนก็กำลังเดินหน้าต่อไป ในขณะที่เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังจมปลักอยู่กับที่ เมื่อกลับมาที่โต๊ะทำงานหลังจากพักกลางวัน เขาก็พบว่ามีอีเมลจากฝ่ายบุคคลแจ้งให้พนักงานทุกคนเข้าร่วมการอบรมสัมมนาเกี่ยวกับการวางแผนเกษียณอายุ ที่จะจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เขาอ่านหัวข้อการอบรมแล้วรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ "การวางแผนเกษียณ? อายุเพิ่งจะ 30 เอง จะให้ไปคิดเรื่องเกษียณแล้วเหรอ" เขาคิดอย่างประชดประชัน แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เขาควรจะต้องใส่ใจ แต่ด้วยความรู้สึกท้อแท้ ทำให้เขาไม่อยากจะสนใจอะไรที่เกี่ยวกับอนาคตอีกต่อไป ในที่สุด เวลางานก็หมดลง ณัฐเก็บข้าวของอย่างอิดโรย เขาเดินออกจากตึกบริษัท ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เร่งรีบกลับบ้าน เขาขึ้นรถ ขับรถกลับห้องพักอันแสนจำเจ ความรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มืดมน ไร้จุดหมาย และไม่มีทางออก เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็หลุดพ้นจากวังวนแห่งความรู้สึกติดขัดนี้เสียที แต่ท่ามกลางความรู้สึกสิ้นหวังนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว "ฉันคงต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้วจริงๆ" มันเป็นความคิดที่ดังขึ้นมาอย่างเงียบๆ แต่ก็หนักแน่นพอที่จะทำให้เขากล้าที่จะมองไปข้างหน้า แม้ว่าในตอนนี้ หนทางจะยังคงมืดมนอยู่ก็ตาม การตระหนักรู้ถึงปัญหาและยอมรับว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในวงจรที่ไม่ต้องการ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม ณัฐรู้ดีว่าเขาไม่สามารถฝืนทนกับชีวิตแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว เขาต้องหาทางออก แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าทางออกนั้นอยู่ที่ไหนก็ตาม บทเรียนของวันนี้: การตระหนักรู้ถึงปัญหาและความไม่พอใจในสถานการณ์ปัจจุบัน คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม หากเราไม่ยอมรับว่ามีปัญหา เราก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะมองหาทางแก้ไข
ชอบเรื่องนี้? แชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
1 / 15